Hip Hip Hooray: ประวัติศาสตร์ลับของเสียงไชโยอังกฤษ จากระเบียบเรือรบสู่พิธีวันเกิดหน้าเค้ก

0
10
Advertisement

เสียง ‘hip hip hooray’ ในงานวันเกิดอังกฤษดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก เป็นเสียงเชียร์สั้น เป็นจังหวะสนุก เป็นมารยาทหน้าเค้กที่ใคร ๆ ก็ทำตามกันมา แต่เมื่อมองให้ลึกกว่าคำว่าไชโย เราจะพบประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเสียงเดียวกันนี้ ทั้งร่องรอยของคำปลุกใจ จังหวะของการทำงานเป็นหมู่คณะ วัฒนธรรมทหารเรือ มารยาทวิกตอเรียน และความเป็นอังกฤษที่เน้นระเบียบ เรียบง่าย แต่ทรงพลัง

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าเหตุใดคนอังกฤษจำนวนมากจึงร้อง ‘hip hip’ แล้วให้แขกตอบ ‘hooray’ ซ้ำสามครั้งหลังการอวยพรวันเกิด ทำไมเสียงที่ฟังเหมือนเกมเด็กจึงมีโครงสร้างคล้ายคำสั่ง ทำไมการเชียร์หน้าเค้กจึงรู้สึกพร้อมเพรียงราวกับการซ้อมแถว และเหตุใดพิธีเล็ก ๆ นี้จึงอยู่รอดจากยุคห้องรับแขกวิกตอเรียนมาจนถึงยุคโซเชียลมีเดีย

เสียงไชโยที่เรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดา

ในงานวันเกิดแบบอังกฤษ ภาพที่พบได้บ่อยคือทุกคนร้องเพลง Happy Birthday จบ เจ้าของวันเกิดยิ้ม เขิน เป่าเทียน แล้วมีใครสักคนยกเสียงขึ้นว่า ‘hip hip’ คนอื่นตอบพร้อมกันว่า ‘hooray’ ทำซ้ำอีกสองรอบ จากนั้นจึงปรบมือ หัวเราะ ตัดเค้ก และเริ่มช่วงสบาย ๆ ของงาน

หากมองเผิน ๆ นี่คือพิธีสนุกสนาน แต่ถ้ามองเชิงสังคม มันคือการจัดระเบียบอารมณ์ของกลุ่มอย่างชาญฉลาด งานวันเกิดมีทั้งผู้ใหญ่ เด็ก เพื่อนบ้าน ญาติ และแขกที่อาจไม่สนิทกัน เสียงเชียร์สามจังหวะทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมใจ ให้ทุกคนพูดพร้อมกัน หัวเราะพร้อมกัน และยอมรับร่วมกันว่าเจ้าของงานคือศูนย์กลางของช่วงเวลานั้น

ความน่าสนใจอยู่ที่จังหวะ ‘เรียกและตอบ’ หรือ call and response คนหนึ่งนำ คนอื่นรับ จึงไม่ใช่การตะโกนไร้ทิศทาง แต่เป็นพิธีเสียงที่มีหัว มีหาง มีจังหวะ มีทางออก เหมือนสัญญาณทางสังคมว่า พิธีการจบแล้ว ความครื้นเครงเริ่มได้แล้ว

คำว่า Hip มาจากไหน: คำสั้นที่มีประวัติยาว

ที่มาของคำว่า ‘hip’ ในวลีนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียวที่นักภาษาศาสตร์เห็นตรงกันทั้งหมด แหล่งอ้างอิงภาษาอังกฤษ เช่น Oxford English Dictionary ระบุว่าคำประเภทนี้มักเกี่ยวข้องกับเสียงร้องปลุกความสนใจหรือเสียงเรียกให้พร้อมก่อนการกระทำ ส่วน Online Etymology Dictionary อธิบายว่า ‘hip’ ในบริบทเชียร์อาจเป็นเสียงนำจังหวะก่อนคำไชโย คล้ายคำสั่งให้คนฟังเตรียมตอบรับ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Oxford English Dictionary และ Online Etymology Dictionary

สิ่งสำคัญคือไม่ควรสรุปเกินหลักฐานว่า ‘hip hip hooray’ มีต้นกำเนิดเดียวจากสนามรบหรือจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น เพราะประวัติของคำเชียร์มักเป็นการผสมผสานของเสียงร้องพื้นบ้าน เสียงปลุกใจ เสียงทำงาน และมารยาทสังคมในหลายยุคหลายถิ่น อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นเส้นทางร่วมได้ชัดเจนว่า ‘hip’ ทำหน้าที่เป็นคำเริ่ม เป็นเสียงนำ เป็นการบอกว่า ทุกคนเตรียมพร้อม แล้วจงเปล่งเสียงตาม

ในวัฒนธรรมยุโรปยุคกลางและยุคต้นสมัยใหม่ เสียงร้องสั้น ๆ มีบทบาทมาก ทั้งในงานล่าสัตว์ การเดินทัพ การลากของหนัก การแจ้งเตือน และการฉลองชัย เสียงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีความหมายซับซ้อน แต่มีพลังทางร่างกาย เพราะช่วยให้คนจำนวนมากเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกัน

Hooray, Hurrah, Huzzah: เสียงดีใจที่เดินทางข้ามศตวรรษ

คำว่า ‘hooray’ เกี่ยวข้องกับคำกลุ่มเดียวกันอย่าง ‘hurrah’ และ ‘huzzah’ ซึ่งใช้เป็นเสียงไชโยในอังกฤษและยุโรปมาหลายศตวรรษ คำเหล่านี้ปรากฏในวรรณกรรม บันทึกทหาร และวัฒนธรรมสาธารณะในฐานะเสียงแสดงชัยชนะ ความยินดี และการสนับสนุน ดูคำอธิบายภาพรวมได้ที่ Online Etymology Dictionary: hurrah

‘Huzzah’ เป็นคำที่พบมากในโลกอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยมักเกี่ยวข้องกับการเชียร์ในกองทัพ เรือ และงานฉลองสาธารณะ ต่อมา ‘hurrah’ และ ‘hooray’ กลายเป็นรูปที่คุ้นหูมากขึ้นในศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนรูปเสียงเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของภาษา เพราะคำที่ใช้ตะโกนมักเปลี่ยนตามสำเนียง แฟชั่น และบริบทสังคม

เมื่อรวม ‘hip hip’ กับ ‘hooray’ จึงเกิดเป็นสูตรเสียงที่มีทั้งตัวจุดชนวนและตัวระเบิดอารมณ์ ‘hip hip’ คือการเคาะประตูของกลุ่ม ส่วน ‘hooray’ คือการเปิดประตูให้ความยินดีไหลออกมา

จากแรงงานเรือสู่เสียงเชียร์: จังหวะที่ต้องพร้อมเพรียง

โลกทหารเรืออังกฤษในศตวรรษที่ 18 และ 19 เป็นโลกของจังหวะ เชือก ใบเรือ เสียงสั่ง และแรงกาย ลูกเรือต้องยก ดึง ผลัก ม้วน และหมุนพร้อมกัน การออกแรงผิดจังหวะอาจทำให้งานล่าช้า หรือเกิดอันตรายบนดาดฟ้าเรือได้ จึงเกิดวัฒนธรรมของเสียงนำและเสียงตอบในงานเรือ เช่น sea shanties หรือเพลงเรือที่ช่วยประสานแรงงาน

อย่างไรก็ตาม ควรแยกให้ชัดว่า ‘hip hip hooray’ ไม่ใช่ sea shanty โดยตรง และหลักฐานไม่ได้ชี้ว่ามันเป็นคำสั่งมาตรฐานบนเรือรบทุกลำ แต่จิตวิญญาณของมันคล้ายกัน คือใช้เสียงสั้น ๆ เพื่อจัดกลุ่มคนให้ตอบสนองพร้อมกัน สังคมอังกฤษที่เคยมีอำนาจทางทะเลสูงจึงคุ้นเคยกับเสียงที่ผูกระเบียบกับความฮึกเหิม

ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเดินเรือและวัฒนธรรมทหารเรืออังกฤษสามารถดูข้อมูลจาก Royal Museums Greenwich ได้ที่ Royal Museums Greenwich ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเดินเรือ จักรวรรดิ และชีวิตบนเรือของอังกฤษ

สิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างเรือรบกับงานวันเกิดไม่ใช่การที่แขกกำลังชักใบเรือ แต่คือโครงสร้างของจังหวะ คนหนึ่งร้องนำ ทุกคนตอบรับ สามครั้งแล้วจบ นี่คือรูปแบบที่สังคมมนุษย์ใช้ซ้ำในพิธีกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่ศาสนา การเมือง กีฬา ไปจนถึงงานครอบครัว

ยุควิกตอเรียน: เมื่อเสียงดิบถูกทำให้สุภาพ

ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะยุควิกตอเรียน เป็นช่วงที่อังกฤษให้ความสำคัญกับมารยาท ชนชั้น ความเหมาะสม และความเป็นสุภาพชนอย่างมาก ชนชั้นกลางเติบโต เมืองขยาย การรับแขกในบ้าน การจัดโต๊ะอาหาร การกล่าวคำอวยพร และการควบคุมท่าทีในที่สาธารณะกลายเป็นเครื่องหมายของความมีรสนิยม

เสียงเชียร์ที่เคยอยู่ในสนามรบ ท่าเรือ โรงเหล้า หรือการเมืองสาธารณะ จึงถูกนำมาใส่กรอบใหม่ในห้องรับแขก พิธี toast หรือการกล่าวอวยพรหลังอาหารต้องการตอนจบที่ดูพร้อมเพรียงและไม่หยาบเกินไป ‘hip hip hooray’ จึงเหมาะอย่างยิ่ง เพราะมีความสนุกแต่ไม่ไร้ระเบียบ มีความฮึกเหิมแต่ไม่ป่าเถื่อน มีความดังแต่ยังควบคุมได้

ในเอกสารและหนังสือมารยาทศตวรรษที่ 19 มีการพูดถึงการกล่าว toast การยืน การยกแก้ว และการเชียร์ในโอกาสสาธารณะ แม้รูปแบบจะต่างกันไปตามสถานที่และชนชั้น แต่แนวคิดหลักคือ การแสดงความยินดีต้องมีแบบแผน ดูบริบทสังคมวิกตอเรียนเพิ่มเติมได้จาก British Library: Victorian Britain

นี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ จากเสียงที่เคยมีความแข็งกร้าว กลายเป็นมารยาทที่เด็ก ๆ ก็ทำได้ จากเสียงในพื้นที่ชายเป็นใหญ่ เช่น กองทัพ เรือ และการเมือง กลายเป็นเสียงในบ้าน ครอบครัว โรงเรียน และงานวันเกิด

ทำไมต้องสามครั้ง: จิตวิทยาของจังหวะสาม

การร้อง ‘hip hip hooray’ มักทำสามครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในวัฒนธรรมตะวันตก เลขสามมีพลังเชิงวาทศิลป์สูงมาก เราพบโครงสร้างสามในคำปราศรัย นิทาน ศาสนา กฎหมาย เพลง และมุกตลก เพราะสมองมนุษย์จดจำรูปแบบสามได้ง่าย หนึ่งครั้งเหมือนเริ่ม สองครั้งเหมือนย้ำ สามครั้งเหมือนสมบูรณ์

ในทางสังคมวิทยา จังหวะสามช่วยสร้าง collective effervescence หรือความปลื้มปีติร่วมของกลุ่ม แนวคิดนี้มักเชื่อมโยงกับนักสังคมวิทยา Émile Durkheim ผู้สนใจว่าพิธีกรรมทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างไร เมื่อทุกคนเปล่งเสียงพร้อมกัน ร่างกายและอารมณ์จะถูกพาไปทางเดียวกัน แม้จะเพียงไม่กี่วินาที

จังหวะสามยังลดความเขินอายของแขก เพราะทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไรและจะจบเมื่อใด ถ้าเชียร์ครั้งเดียวอาจสั้นเกินไป ถ้าห้าหรือเจ็ดครั้งอาจยืดเยื้อเกินงาม แต่สามครั้งพอดี พาใจขึ้น พาเสียงลง และจบอย่างสวย

Call and Response: ประชาธิปไตยขนาดจิ๋วหน้าเค้ก

โครงสร้าง ‘hip hip’ กับ ‘hooray’ เป็น call and response หรือการร้องนำและการตอบรับ หนึ่งคนมีบทบาทผู้นำชั่วคราว แต่ความสำเร็จของพิธีขึ้นอยู่กับเสียงของทุกคน ถ้าคนหนึ่งนำแต่ไม่มีใครตอบ พิธีจะเงียบและเก้อ ถ้าทุกคนตอบพร้อมกัน พิธีจะมีพลังทันที

นี่คือเหตุผลที่พิธีนี้เหมาะกับวัฒนธรรมอังกฤษซึ่งมักชอบการแสดงออกแบบมีขอบเขต ไม่ต้องพูดความรู้สึกลึกซึ้งเกินไป ไม่ต้องกอดทุกคน ไม่ต้องเต้นใหญ่โต แค่พูดพร้อมกันสามครั้งก็พอ เป็นความอบอุ่นที่ยังรักษาระยะ เป็นความรักที่ยังมีมารยาท เป็นความสนุกที่ยังมีระเบียบ

ในแง่นี้ ‘hip hip hooray’ เป็นเหมือนปุ่มรีเซ็ตทางสังคม หลังจากช่วงทางการ เช่น เพลงวันเกิด คำอวยพร หรือ toast จบลง เสียงเชียร์จะส่งสัญญาณว่า ต่อไปนี้เริ่มกินเค้ก เริ่มคุยเล่น เริ่มหัวเราะได้เต็มที่แล้ว

งานวันเกิดอังกฤษ: มารยาทเล็ก ๆ ที่บอกตัวตนใหญ่ ๆ

วัฒนธรรมวันเกิดในอังกฤษมีรายละเอียดที่คนต่างชาติอาจสังเกตเห็น เช่น การส่งการ์ด การร้องเพลงพร้อมกัน การไม่ทำให้เจ้าของวันเกิดอึดอัดเกินไป การแบ่งเค้กอย่างสุภาพ และการกล่าวขอบคุณเจ้าภาพหรือผู้จัดงาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนสังคมที่ให้ความสำคัญกับ courtesy หรือความสุภาพ considerate หรือการนึกถึงผู้อื่น และ tradition หรือขนบธรรมเนียม

สำหรับคนไทยที่อยู่ในสหราชอาณาจักร การเข้าใจพิธี ‘hip hip hooray’ ช่วยให้เข้ากับงานสังคมได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อมีคนพูด ‘hip hip’ เราควรตอบ ‘hooray’ อย่างมั่นใจ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องเงียบ ไม่ต้องรอคำแปล ยิ่งตอบพร้อมกลุ่ม ยิ่งแสดงว่าเราเข้าใจรหัสสังคมเล็ก ๆ ของอังกฤษ

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำเกินพอดี วัฒนธรรมอังกฤษมักชอบความพอดี เสียงดังได้ในช่วงเชียร์ แต่หลังจบแล้วควรกลับสู่โทนสุภาพตามสถานการณ์ โดยเฉพาะในร้านอาหาร โรงเรียน สำนักงาน หรือบ้านที่มีเพื่อนบ้านใกล้ชิด

จากจักรวรรดิสู่อัตลักษณ์เครือจักรภพ

เพราะอังกฤษเคยมีอิทธิพลทางทะเล การเมือง และการศึกษาอย่างกว้างขวาง เสียงเชียร์แบบอังกฤษจึงเดินทางไปยังหลายพื้นที่ของโลก ทั้งประเทศในเครือจักรภพ โรงเรียนแบบอังกฤษ สโมสร กีฬา และพิธีทางการบางประเภท แม้แต่คนที่ไม่เคยศึกษาอังกฤษอย่างลึกซึ้งก็อาจรู้สึกว่า ‘hip hip hooray’ ฟังดู British อย่างชัดเจน

ในงานกีฬา เสียงเชียร์ประเภทนี้ยังปรากฏเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียรติคู่แข่งหรือผู้ชนะ ไม่ใช่แค่การดีใจส่วนตัว แต่เป็นการประกาศร่วมกันว่า เรารับรู้ความสำเร็จนี้ เราให้เกียรติช่วงเวลานี้ และเรายินดีอย่างเป็นระเบียบ

ความน่าทึ่งคือพิธีนี้รอดมาได้ในยุคที่พิธีวิกตอเรียนจำนวนมากหายไปแล้ว เราแทบไม่ใช้มารยาทโต๊ะอาหารแบบศตวรรษที่ 19 ครบทุกข้อ ไม่ค่อยส่งบัตรเชิญแบบเป็นทางการทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องมีลำดับ toast ยาว ๆ แต่ ‘hip hip hooray’ ยังอยู่ เพราะมันสั้น จำง่าย และทำให้คนรู้สึกเป็นกลุ่มทันที

ข้อควรระวัง: ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่ควรถูกทำให้เกินจริง

ในอินเทอร์เน็ตมีเรื่องเล่าหลายแบบเกี่ยวกับที่มาของ ‘hip hip hooray’ บางเรื่องผูกกับสงคราม บางเรื่องผูกกับการเมือง บางเรื่องผูกกับการต่อต้านชาวยิวในยุโรป เช่นการกล่าวถึงคำว่า ‘hep hep’ ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์สูง นักอ่านจึงควรระวังการสรุปแบบฟันธงว่าเสียงเชียร์วันเกิดมีต้นกำเนิดมืดดำเพียงเส้นเดียว

วิธีอ่านที่ถูกต้องคือแยก ‘หลักฐาน’ ออกจาก ‘ตำนาน’ หลักฐานทางภาษาแสดงว่าคำอย่าง hip, hurrah, huzzah ถูกใช้เป็นเสียงนำและเสียงไชโยในหลายบริบท ส่วนการนำมารวมเป็นพิธี birthday cheer เกิดจากการพัฒนาทางสังคมและมารยาท ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เปลี่ยนโลกในคืนเดียว

การรู้เช่นนี้ไม่ได้ทำให้เรื่องหมดเสน่ห์ ตรงกันข้าม มันทำให้เราเห็นความจริงที่น่าสนใจกว่าเดิม นั่นคือคำเล็ก ๆ หนึ่งคำสามารถเก็บชั้นประวัติศาสตร์หลายชั้นไว้พร้อมกัน ทั้งแรงงาน ระเบียบ ชาติ ชนชั้น ครอบครัว และความสนุก

มุมมองไทย: ทำไมพิธีอังกฤษจึงต่างจากการอวยพรแบบไทย

เมื่อเทียบกับไทย งานวันเกิดไทยมักให้ความสำคัญกับคำอวยพรส่วนบุคคล ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง การให้ของขวัญ การเลี้ยงอาหาร และบางครอบครัวอาจมีการทำบุญ ตักบาตร หรือขอพรผู้ใหญ่ น้ำเสียงของพิธีไทยจึงมักอบอุ่นแบบใกล้ชิด มีความยืดหยุ่นสูง และไม่จำเป็นต้องมีจังหวะเชียร์ที่ตายตัว

ส่วนอังกฤษมักชอบพิธีสั้นแต่เป็นระบบ ทุกคนรู้บทของตัวเอง ร้องเพลง รอเป่าเทียน เชียร์สามครั้ง ปรบมือ จบพิธี ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าวัฒนธรรมใดดีกว่า แต่แสดงให้เห็นว่าสังคมต่างกันย่อมออกแบบความสุขต่างกัน ไทยเน้นใจ อังกฤษเน้นจังหวะ ไทยเน้นความสัมพันธ์ อังกฤษเน้นรูปแบบที่ทุกคนเข้าร่วมได้โดยไม่อึดอัด

สำหรับครอบครัวไทยในอังกฤษ การผสมสองวัฒนธรรมจึงสนุกมาก อาจมีทั้งการร้อง Happy Birthday การตอบ ‘hooray’ สามครั้ง และการอวยพรเป็นภาษาไทยจากผู้ใหญ่ นี่คือวัฒนธรรมลูกผสมที่มีชีวิต ไม่ใช่การเลียนแบบ แต่เป็นการอยู่ร่วมอย่างเข้าใจ

ทำไมเสียงนี้ยังไม่หายไปในยุคดิจิทัล

ในยุคที่คนส่งอีโมจิแทนการ์ด ส่งคลิปแทนการมาเยี่ยม และอวยพรผ่านโซเชียลแทนการโทรศัพท์ หลายพิธีเก่าค่อย ๆ หายไป แต่ ‘hip hip hooray’ ยังอยู่ เพราะมันต้องการเพียงร่างกาย เสียง และคนสองคนขึ้นไป ไม่ต้องมีแอป ไม่ต้องมีอุปกรณ์ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

พิธีนี้ยังถ่ายลงวิดีโอได้ดี เพราะมีจังหวะชัด มีเสียงดัง มีจุดจบสั้น คลิปวันเกิดที่มีเสียงเชียร์สามครั้งจึงให้ความรู้สึกครบถ้วนกว่าการเป่าเทียนเงียบ ๆ มันเป็นเสียงที่บอกผู้ชมทันทีว่า นี่คือช่วงสำคัญ นี่คือความยินดี นี่คือสังคมที่กำลังโอบคนหนึ่งไว้กลางวง

ความอยู่รอดของวลีนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบทางวัฒนธรรมที่เรียบง่ายและใช้ได้จริง ยิ่งโลกซับซ้อน คนยิ่งต้องการพิธีสั้น ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังอยู่ด้วยกัน

สรุป: ไชโยเล็ก ๆ ที่เก็บอังกฤษทั้งประเทศไว้ในสามจังหวะ

‘hip hip hooray’ ไม่ใช่เพียงคำเชียร์หน้าเค้ก แต่เป็นซากเสียงของอดีตที่ยังมีชีวิต มันสะท้อนประวัติศาสตร์ของคำปลุกใจ เสียงแรงงาน จังหวะทหารเรือ มารยาทวิกตอเรียน และความสามารถของสังคมอังกฤษในการเปลี่ยนสิ่งดิบให้เป็นสิ่งสุภาพ เปลี่ยนเสียงดังให้เป็นพิธีงาม เปลี่ยนความพร้อมเพรียงให้เป็นความอบอุ่น

ครั้งต่อไปที่คุณอยู่ในงานวันเกิดอังกฤษและมีใครเริ่มร้อง ‘hip hip’ อย่ามองว่าเป็นแค่คำตลกหรือพิธีเก่า ๆ แต่ให้ลองฟังจังหวะที่ซ่อนอยู่ในนั้น คุณจะได้ยินเสียงของประวัติศาสตร์ที่เดินทางจากดาดฟ้าเรือ ห้องรับแขก โรงเรียน สนามกีฬา และโต๊ะเค้ก มารวมกันในคำว่า ‘hooray’ เพียงคำเดียว

แล้วคุณล่ะ ครั้งหน้าที่ได้ยินเสียง ‘hip hip hooray’ คุณจะยังได้ยินแค่เสียงไชโย หรือจะได้ยินเสียงประวัติศาสตร์อังกฤษที่กำลังเต้นเป็นจังหวะอยู่กลางงานวันเกิด?

Hip Hip Hooray

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.