หากพูดถึง Man in the Iron Mask หลายคนอาจนึกถึงภาพชายลึกลับในหน้ากากเหล็กหนาหนัก ถูกขังในคุกมืด และอาจเป็นพี่น้องฝาแฝดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ภาพจำนี้ทรงพลังเพราะนวนิยายของ Alexandre Dumas และภาพยนตร์หลายยุคหลายสมัย แต่เมื่อเราถอดเงาภาพยนตร์ออก แล้วเปิดเอกสารศตวรรษที่ 17 อย่างระมัดระวัง ความจริงกลับซับซ้อนและเย็นเยียบกว่าเดิม หน้ากากอาจไม่ใช่เหล็ก หากเป็นกำมะหยี่ดำ หน้าที่ของมันอาจไม่ใช่การทรมานร่างกาย แต่คือการลบใบหน้า ลบชื่อ และลบสถานะของคนคนหนึ่งออกจากโลกการเมืองยุโรป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Man in the Iron Mask คือใคร แต่คือเหตุใดรัฐฝรั่งเศสในยุค Louis XIV จึงต้องลงทุนกับความลับระดับนี้ ทำไมผู้คุมต้องย้ายตัวนักโทษไปหลายคุก ทำไมต้องมีคำสั่งให้ปิดบังตัวตนอย่างเข้มงวด และทำไมตำนานนี้จึงยังอยู่ในความทรงจำของยุโรปมานานกว่า 300 ปี หนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจที่สุดคือ เขาอาจไม่ใช่เจ้าชาย ไม่ใช่ฝาแฝด ไม่ใช่พระอนุชา Philippe I แต่เป็น Ercole Antonio Mattioli หรือ Matthioli นักการทูตชาวอิตาลีที่พัวพันกับการขายความลับทางการเมืองเกี่ยวกับป้อม Casale ให้หลายฝ่าย
ตำนานเหล็กกับหลักฐานกำมะหยี่
ชื่อ Man in the Iron Mask ชวนให้จินตนาการถึงโลหะเย็นแข็ง แต่หลักฐานร่วมสมัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า หน้ากากที่ใช้จริงน่าจะเป็นหน้ากากผ้าหรือกำมะหยี่สีดำมากกว่า ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะเหล็กเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้าย ส่วนกำมะหยี่เป็นสัญลักษณ์ของการปกปิดอย่างมีระเบียบ หน้ากากกำมะหยี่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนเจ็บที่สุด แต่เพื่อให้ไม่มีใครจำหน้าได้เลย นี่คือการควบคุมตัวตน ไม่ใช่แค่การควบคุมร่างกาย
แหล่งข้อมูลชั้นต้นที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจมากคือจดหมายของ Bénigne Dauvergne de Saint-Mars ผู้คุมคนสำคัญที่ดูแลนักโทษลึกลับในหลายสถานที่ ตั้งแต่ Pignerol, Exilles, Sainte-Marguerite ไปจนถึง Bastille บันทึกเหล่านี้ปรากฏในงานศึกษาของนักประวัติศาสตร์หลายคน เช่น Encyclopaedia Britannica และงานวิเคราะห์ของนักเขียนประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่ตรวจเอกสารราชการในสมัย Louis XIV อย่างละเอียด
สิ่งที่ทำให้ Man in the Iron Mask แตกต่างจากนักโทษทั่วไปคือระเบียบการปกปิด ตัวเขาไม่ได้ถูกขังแล้วถูกลืมอย่างง่าย ๆ ตรงกันข้าม เขาถูกเฝ้า ถูกเคลื่อนย้าย และถูกจัดการอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าความลับของเขายังมีมูลค่าทางการเมืองแม้เวลาผ่านไปนาน ถ้าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา เหตุใดรัฐจึงต้องระวังถึงเพียงนั้น ถ้าเขาเป็นเชื้อพระวงศ์ เหตุใดจึงไม่มีหลักฐานวงศ์ตระกูลที่ชัดเจน คำถามนี้เปิดทางให้ทฤษฎีทูตอิตาลีเข้ามามีน้ำหนัก
ใครคือ Ercole Antonio Mattioli?
Ercole Antonio Mattioli เป็นขุนนางและนักการทูตจากแคว้น Mantua ในอิตาลีเหนือ ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับเกมการเมืองยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เมื่อฝรั่งเศสของ Louis XIV ต้องการขยายอำนาจในอิตาลี จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือป้อม Casale หรือ Casale Monferrato ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางทหารและการค้า หากฝรั่งเศสควบคุม Casale ได้ ก็จะมีฐานสำคัญในการแผ่อิทธิพลสู่คาบสมุทรอิตาลี
ตามทฤษฎี Mattioli มีบทบาทในการเจรจาลับเพื่อให้ Duke of Mantua ยอมส่งมอบหรือขายสิทธิ์เกี่ยวกับ Casale ให้ฝรั่งเศส แต่เรื่องกลับซับซ้อน เพราะเขาถูกกล่าวหาว่านำความลับนี้ไปบอกมหาอำนาจอื่น เช่น สเปน ออสเตรีย หรือรัฐอิตาลีที่ไม่ต้องการเห็นฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้น การกระทำเช่นนี้ในโลกการทูตสมัยนั้นไม่ใช่แค่การทรยศส่วนตัว แต่คือการทำลายยุทธศาสตร์ของกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในยุโรป
ถ้า Mattioli ทรยศต่อ Louis XIV จริง ผลลัพธ์ย่อมรุนแรง ฝรั่งเศสไม่อาจเปิดเผยการลักพาตัวนักการทูตต่างชาติอย่างตรงไปตรงมา เพราะจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่อาจปล่อยเขาเป็นอิสระ เพราะเขารู้ความลับและทำให้แผนของฝรั่งเศสเสียหาย ดังนั้นการทำให้เขาหายไปจากเวทีการเมืองจึงเป็นทางเลือกที่โหดเย็นแต่สมเหตุสมผลในสายตารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
Louis XIV และรัฐที่ทำให้คนหายได้
การเข้าใจ Man in the Iron Mask ต้องเข้าใจยุคของ Louis XIV หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ถูกเรียกว่า Sun King กษัตริย์ผู้ประกาศระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเต็มรูปแบบ พระองค์สร้าง Versailles ให้เป็นทั้งราชสำนัก โรงละครการเมือง และกรงทองของขุนนาง ฝรั่งเศสในยุคนี้ไม่ได้ปกครองด้วยกฎหมายสมัยใหม่แบบโปร่งใส แต่ด้วยพระราชอำนาจ เครือข่ายสายลับ และคำสั่งลับ เช่น lettre de cachet ซึ่งสามารถสั่งจับหรือคุมขังบุคคลโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาลแบบเปิดเผย
ในบริบทนี้ การลบคนคนหนึ่งออกจากสังคมไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ หากเขาเป็นภัยต่อรัฐหรือภัยต่อภาพลักษณ์ของกษัตริย์ ความเงียบจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หน้ากากไม่ได้ปิดบังเพียงใบหน้า แต่ปิดบังความรับผิดของอำนาจรัฐด้วย นี่คือเหตุผลที่ปริศนา Man in the Iron Mask ยังคงสะท้อนคำถามเรื่องอำนาจ กฎหมาย และสิทธิมนุษยชนมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายสมัยใหม่ เช่น หลัก habeas corpus ในอังกฤษซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลจากการคุมขังโดยมิชอบ จะเห็นความแตกต่างชัดเจน อังกฤษภายหลัง Magna Carta และ Habeas Corpus Act 1679 เริ่มสร้างแนวคิดว่ารัฐต้องอธิบายเหตุแห่งการกักขัง ขณะที่ฝรั่งเศสของ Louis XIV ยังคงอนุญาตให้อำนาจกษัตริย์อยู่เหนือการตรวจสอบอย่างมาก ผู้สนใจอ่านบริบทกฎหมายอังกฤษเพิ่มเติมได้จาก UK Parliament: Magna Carta และ British Library: Habeas Corpus Act 1679
แล้ว Philippe I เกี่ยวข้องจริงหรือ?
อีกทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากคือ Man in the Iron Mask อาจเป็น Philippe I ดยุกแห่งออร์เลอ็อง พระอนุชาของ Louis XIV หรืออาจเป็นฝาแฝดลับของกษัตริย์ ทฤษฎีนี้มีเสน่ห์ทางวรรณกรรม เพราะมันแตะปมใหญ่ของราชวงศ์ นั่นคือสายเลือด ความชอบธรรม และการแย่งบัลลังก์ แต่ในเชิงหลักฐาน ทฤษฎีนี้อ่อนกว่ามาก Philippe I มีตัวตนในราชสำนักอย่างต่อเนื่อง แต่งงาน มีบุตร มีบทบาททางสังคม และเสียชีวิตในปี 1701 อย่างเปิดเผย ไม่ได้หายไปแบบนักโทษลึกลับ
ส่วนทฤษฎีฝาแฝดของ Louis XIV ยิ่งเป็นเรื่องที่หลักฐานสนับสนุนน้อย แม้ Voltaire จะช่วยทำให้ความคิดนี้แพร่หลาย และ Dumas ทำให้มันกลายเป็นตำนานระดับโลก แต่เอกสารราชสำนักเกี่ยวกับการประสูติของ Louis XIV ไม่ได้ให้หลักฐานหนักแน่นว่ามีฝาแฝดถูกซ่อน การกำเนิดของรัชทายาทฝรั่งเศสเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ มีผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก การซ่อนเด็กอีกคนหนึ่งจึงเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ แม้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ในจินตนาการนิยาย
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีพระอนุชาหรือฝาแฝดยังคงอยู่เพราะมันตอบสนองความรู้สึกของผู้คน เราชอบเรื่องที่อำนาจสูงสุดมีความลับสูงสุด เราชอบเรื่องที่กษัตริย์ผู้ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์มีเงามืดในครอบครัวของตนเอง แต่ประวัติศาสตร์ต้องแยกเสน่ห์ออกจากหลักฐาน และเมื่อทำเช่นนั้น Mattioli หรือ Eustache Dauger มักดูน่าเชื่อถือกว่าฝาแฝดในหน้ากากเหล็ก
Eustache Dauger: ชื่อที่อยู่ในเอกสาร
อีกชื่อที่สำคัญมากคือ Eustache Dauger หรือ Dauger de Cavoye ในบางการตีความ เขาปรากฏในคำสั่งจับกุมปี 1669 และถูกส่งไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ Saint-Mars ที่ Pignerol คำสั่งเกี่ยวกับเขามีลักษณะเข้มงวดมาก โดยเฉพาะเรื่องการไม่ให้พูดกับใครนอกจากเรื่องจำเป็น หากเขาพยายามพูดเรื่องอื่น มีคำขู่ว่าจะถูกลงโทษถึงตาย รายละเอียดนี้ทำให้ Dauger กลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในสายตานักประวัติศาสตร์หลายคน
ทฤษฎี Dauger มีจุดแข็งตรงที่สอดคล้องกับเอกสารการคุมขังต่อเนื่อง แต่จุดอ่อนคือยังไม่ชัดเจนว่าเขาเป็นใครกันแน่ และทำไมความลับของเขาจึงสำคัญถึงขั้นต้องปิดบังตลอดชีวิต บางคนเสนอว่าเขาเป็นคนรับใช้ที่รู้ความลับระดับสูง บางคนเชื่อว่าเป็นตัวกลางในคดีอื้อฉาว เช่น Affair of the Poisons หรือเครือข่ายการเมืองลับในราชสำนัก แต่คำตอบยังไม่เด็ดขาด
เมื่อเปรียบเทียบ Mattioli กับ Dauger เราจะเห็นว่าทั้งสองทฤษฎีตอบโจทย์คนละด้าน Dauger ตรงกับชื่อในเอกสารคุกและคำสั่งลับ ส่วน Mattioli ตรงกับแรงจูงใจทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ นักประวัติศาสตร์บางคนจึงเสนอว่า ความสับสนอาจเกิดจากการที่ชื่อถูกใช้บังหน้า หรือจากการที่นักโทษหลายคนถูกหลอมรวมเป็นตำนานเดียวในความทรงจำสาธารณะ
หลักฐานที่ทำให้ Mattioli น่าสงสัย
ทฤษฎีว่า Man in the Iron Mask คือ Ercole Antonio Mattioli มีเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรก Mattioli มีเหตุให้ถูกฝรั่งเศสลงโทษอย่างลับ ๆ เพราะการทรยศทางการทูตของเขากระทบยุทธศาสตร์ของ Louis XIV โดยตรง ประการที่สอง เขาเป็นบุคคลระดับสูงพอจะได้รับการดูแลไม่เหมือนนักโทษธรรมดา แต่ก็ไม่สูงเกินไปจนการหายตัวของเขาจะเขย่าราชสำนักยุโรปทันที ประการที่สาม การปิดบังใบหน้าของเขาอาจจำเป็นเพราะผู้คนในแวดวงการทูตอาจจำเขาได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่า Mattioli ถูกจับโดยตัวแทนฝรั่งเศสในปี 1679 และถูกนำไปคุมขังในป้อม Pignerol หรือพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ Saint-Mars เช่นเดียวกับนักโทษลึกลับ อย่างไรก็ดี นักวิชาการจำนวนหนึ่งโต้แย้งว่า Mattioli อาจเสียชีวิตก่อนนักโทษหน้ากากจะไปถึง Bastille ในปี 1698 หากข้อมูลนี้ถูกต้อง ทฤษฎี Mattioli ก็จะอ่อนลงมาก จุดนี้คือหัวใจของการถกเถียง
แหล่งอ้างอิงอย่าง History.com สรุปทฤษฎีหลักหลายสาย ทั้งฝาแฝดราชวงศ์ Eustache Dauger และ Mattioli โดยเน้นว่ายังไม่มีข้อยุติเด็ดขาด ขณะที่ Britannica: Man in the Iron Mask ให้ภาพรวมอย่างระมัดระวังว่า ตัวตนของนักโทษยังเป็นปริศนา แต่หลักฐานจำนวนมากโยงไปยังนักโทษภายใต้การดูแลของ Saint-Mars มากกว่าตำนานฝาแฝด
ความผิดปกติในสมุดคุกและการดูแลแบบผู้ดี
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ชวนสืบต่อคือความผิดปกติด้านการปฏิบัติต่อนักโทษ รายงานหลายสายเล่าว่าเขาได้รับการดูแลดีกว่านักโทษทั่วไป มีอาหารดี เสื้อผ้าดี และการปฏิบัติที่ค่อนข้างสุภาพ แต่ในขณะเดียวกัน เขาถูกตัดขาดจากการสื่อสาร และต้องปกปิดใบหน้าเมื่อมีคนภายนอกเข้าใกล้ ความขัดแย้งนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าเขาอาจไม่ใช่อาชญากรธรรมดา แต่เป็นคนที่รัฐต้องทั้งกักและเกรง
ถ้าเป็น Mattioli ภาพนี้สมเหตุสมผล เขาเป็นขุนนางและนักการทูต รัฐฝรั่งเศสอาจไม่ต้องการทำลายเกียรติทางชนชั้นของเขาอย่างเปิดเผย แต่ต้องทำให้เขาไม่สามารถพูด ไม่สามารถเขียน และไม่สามารถกลับเข้าสู่เกมการเมืองได้ การเลี้ยงดีแต่ปิดปากจึงเป็นตรรกะของอำนาจแบบราชสำนัก คือสุภาพในพิธีกรรม แต่รุนแรงในสาระ
ถ้าเป็น Dauger ภาพนี้ก็ยังอธิบายได้ หากเขารู้ความลับที่แตะคนชั้นสูง การดูแลดีอาจเป็นราคาของความเงียบ หรือเป็นผลจากคำสั่งพิเศษที่ไม่ต้องการให้เขาตายเร็วเกินไป เพราะคนตายอาจกลายเป็นข่าว ส่วนคนเป็นที่ถูกซ่อนไว้สามารถถูกควบคุมต่อไปได้ นี่คือความน่ากลัวของการคุมขังแบบไร้กระบวนการ คือไม่จำเป็นต้องฆ่า แค่ทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียง
ตำนานเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หลังนักโทษเสียชีวิตที่ Bastille ในปี 1703 เรื่องราวของเขาค่อย ๆ กลายเป็นข่าวลือ การลบชื่อในชีวิตกลับสร้างชื่อในประวัติศาสตร์ ผู้คนเริ่มถามว่าใครคือชายที่ต้องซ่อนหน้า ทำไมต้องถูกปิดบัง และเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงทำลายหรือปกปิดร่องรอยบางอย่าง เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่รู้กลายเป็นพื้นที่ให้จินตนาการ และจินตนาการก็กลายเป็นตำนาน
Voltaire เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยขยายตำนาน เขาเขียนถึงนักโทษผู้สวมหน้ากากและได้รับการปฏิบัติอย่างพิเศษ ต่อมา Alexandre Dumas นำแนวคิดนี้ไปสร้างเป็นวรรณกรรมเรื่อง The Vicomte of Bragelonne ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุด Three Musketeers และทำให้ Man in the Iron Mask กลายเป็นสัญลักษณ์วัฒนธรรมโลก เมื่อวรรณกรรมทรงพลังพอ มันสามารถทำให้ภาพเหล็กในนิยายดูจริงกว่ากำมะหยี่ในเอกสาร
นี่คือบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์สาธารณะ เรื่องที่คนจำได้มากที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่หลักฐานรองรับมากที่สุด แต่เป็นเรื่องที่เล่าได้ดีที่สุด ตำนานฝาแฝดของกษัตริย์จึงครองใจผู้ชม แต่ทฤษฎีทูตอิตาลีและนักโทษ Dauger กลับครองพื้นที่ในวงวิชาการมากกว่า เพราะมันสอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจ การทูต และระบบคุกของฝรั่งเศสยุค Louis XIV
สรุปหลักฐานแบบเข้าใจง่าย
หากจัดน้ำหนักทฤษฎีสำคัญเกี่ยวกับ Man in the Iron Mask สามารถสรุปได้ดังนี้
- ทฤษฎีฝาแฝดหรือพระญาติของ Louis XIV: น่าตื่นเต้นและโด่งดัง แต่หลักฐานร่วมสมัยน้อยมาก และขัดกับบันทึกราชสำนักหลายส่วน
ทฤษฎี Philippe I: ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะ Philippe I มีชีวิตสาธารณะต่อเนื่องและเสียชีวิตอย่างเปิดเผยในปี 1701
ทฤษฎี Eustache Dauger: มีน้ำหนักมากจากเอกสารการจับกุมและคำสั่งควบคุมตัว แต่ตัวตนและแรงจูงใจยังคลุมเครือ
ทฤษฎี Ercole Antonio Mattioli: น่าสนใจมากในแง่การทูตและแรงจูงใจของรัฐ แต่มีปัญหาเรื่องลำดับเวลาและหลักฐานการเสียชีวิต
เมื่ออ่านแบบนักสืบประวัติศาสตร์ เราไม่ควรถามว่าเรื่องใดน่าตื่นเต้นที่สุด แต่ควรถามว่าเรื่องใดต้องใช้สมมติฐานน้อยที่สุด ทฤษฎี Mattioli อธิบายแรงจูงใจทางการเมืองได้ดีมาก เพราะนักการทูตที่ขายความลับสามารถทำให้กษัตริย์โกรธและเสียหน้าได้จริง แต่ทฤษฎี Dauger อธิบายเส้นทางเอกสารได้ดีกว่า เพราะชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับคำสั่งคุมขังโดยตรง
แล้วคำตอบคืออะไร?
คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า Man in the Iron Mask คือใคร แต่ถ้าถามว่าเขาอาจเป็นทูตอิตาลีผู้เสื่อมเสียอย่าง Ercole Antonio Mattioli หรือไม่ คำตอบคือ เป็นไปได้ในเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์ได้เด็ดขาด ทฤษฎีนี้แข็งแรงด้านแรงจูงใจ แต่ยังอ่อนด้านหลักฐานต่อเนื่องเมื่อเทียบกับชื่อ Eustache Dauger ในเอกสารคุมขัง
อย่างไรก็ดี ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่การไขชื่อ แต่คือการเห็นกลไกอำนาจของรัฐที่สามารถทำให้คนหนึ่งคนหายไปได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดีแบบเปิดเผย ในโลกของ Louis XIV ความลับคือกฎหมาย เงียบคือคำพิพากษา และหน้ากากคือเอกสารราชการชนิดหนึ่งที่เขียนบนใบหน้ามนุษย์
สำหรับผู้อ่านที่สนใจเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์กฎหมายและสังคมอังกฤษ เรื่องนี้ยังช่วยให้เห็นคุณค่าของหลักนิติธรรมในโลกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรู้ข้อกล่าวหา สิทธิในการพบศาล สิทธิในการติดต่อทนาย และการตรวจสอบอำนาจรัฐ แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการต่อสู้กับอำนาจที่ทำให้คนหายไปได้ในนามความมั่นคง
บทส่งท้าย: หน้ากากที่ฆ่าชื่อมากกว่าฆ่าคน
Man in the Iron Mask อาจไม่ได้ตายเพราะเหล็ก แต่ถูกฆ่าด้วยความเงียบ เขาอาจเป็นทูตอิตาลีผู้ทรยศ เป็นคนรับใช้ที่รู้ความลับ หรือเป็นเหยื่อของรัฐที่กลัวความจริงมากกว่ากลัวอาชญากรรม สิ่งที่แน่นอนคือ หน้ากากของเขาทำหน้าที่ได้สำเร็จ มันทำให้ผู้คนจำใบหน้าไม่ได้ จำชื่อไม่ได้ และเถียงกันต่อไปไม่รู้จบ
หากเขาคือ Mattioli เรื่องนี้คือคำเตือนว่านักการทูตที่เล่นเกมหลายหน้าอาจถูกอำนาจใหญ่บดขยี้ หากเขาคือ Dauger เรื่องนี้คือคำเตือนว่าคนธรรมดาที่ถือความลับของชนชั้นสูงอาจอันตรายกว่าขุนนาง หากเขาเป็นใครอีกคน เรื่องนี้ก็ยังเตือนเราว่า รัฐที่ไม่ถูกตรวจสอบสามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นเงาได้
ท้ายที่สุด ปริศนา Man in the Iron Mask ไม่ได้ถามเราเพียงว่าใครอยู่หลังหน้ากาก แต่ถามว่าอำนาจแบบใดกันที่ต้องใช้หน้ากากเพื่อปกครองความจริง และถ้าวันหนึ่งประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้คุมมากกว่าผู้ถูกคุมขัง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใบหน้าที่หายไปนั้นเป็นของนักโทษ ทูต หรือความยุติธรรมเอง?



